ธันวาคม 9, 2021

เส้นทางชีวิตของ จา พนม

สำหรับ จา พนม ยีรัมย์ ถือว่าเป็นนักแสดงชาวไทยที่มีผลงานระดับฮอลลีวูดมาแล้วมากมาย ซึ่งวันนี้เราจะมาเล่าเรื่องราวชีวิตของ จา พนม หรือว่า โทนี่ จา ให้ทุกคนได้รู้กันคร่าวๆ บอกเลยค่ะว่าไม่ธรรมดากว่าจะมาถึงทุกวันนี้ จา พนม ต้องผ่านอุปสรรคต่างๆมามากมายต้องใช้ความพยายามและความอดทนอย่างสูงเลยทีเดียว

จา พนม เกิดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 ที่อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ (ขณะนั้นยังเป็นส่วนหนึ่งของอำเภอกาบเชิง) เป็นอดีตนักกีฬาซึ่งเริ่มเข้าสู่วงการแสดง พ.ศ. 2535 โดยเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงภาพยนตร์สังกัดค่ายสหมงคลฟิล์มเมื่อ พ.ศ. 2546

แต่ปัจจุบันได้ยกเลิกสัญญาแล้วเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางธุรกิจโดยใช้และเป็นต้นแบบคติในการแสดง คือ แสดงจริง, ไม่ใช้สตั๊นท์แมน และไม่ใช้เทคนิคพิเศษในการแสดงคิวต่อสู้ เขาใช้ชื่อในการแสดงเฉพาะในประเทศไทยว่า”จา พนม”

และใช้ชื่อในการแสดงระดับสากลว่า โทนี่ จา (Tony Jaa) เขาเป็นนักแสดงภาพยนตร์แอ็คชัน ผู้ศึกษาศิลปะการต่อสู้ทั้งศาสตร์ตะวันตกและตะวันออก ชำนาญในศิลปะการต่อสู้, การใช้อาวุธ, กีฬา และการออกกำลังกายหลากหลายศาสตร์

ภาพยนตร์เรื่องสำคัญเรื่องแรกที่เขาแสดงนำคือ องค์บาก ซึ่งได้รับการชื่นชมและสนใจจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับวงการศิลปะการต่อสู้และภาพยนตร์ด้านต่าง ๆ ในประเทศไทยและระดับโลกอย่างมาก

นับเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตของเขาที่ประสบความสำเร็จในวงการภาพยนตร์แอ๊กชันระดับโลก ซึ่งต่อมาภาพยนตร์ ต้มยำกุ้ง ก็ได้ประสบความสำเร็จในระดับโลกสูง และได้รับการตอบรับจากทั่วโลกเช่นเดียวกับองค์บากทำให้เขาได้รับรางวัลจากภาพยนตร์และศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้มากมาย แถมยังเคยเป็นเด็กวัดไปช่วยงานที่วัดด้วย

ต่อมาได้เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทไอยราฟิล์ม บริษัทผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์และได้เป็นผู้กำกับภาพยนตร์แนวแอ๊คชั่นหลายเรื่อง ปัจจุบัน จา พนม สมรสกับ ปิยรัตน์ โชติวัฒนานนท์ ซึ่งเป็นบุตรสาวเจ้าของธุรกิจโรงแรมที่จังหวัดระยอง เมื่อ พ.ศ. 2555 และมีลูกด้วยกัน 2 คน

นอกจากนี้ จา พนม ยังเคยเผยกับสื่ออีกว่า “พออายุได้ประมาณ 18-19 เริ่มเห็นทางของตัวเองไปแคสต์ภาพยนตร์ของต่างชาติที่มาถ่ายที่เมืองไทย มีโอกาสไปเป็นสตั๊นท์ให้กับพระเอกผู้กำกับอยากได้สูงๆเราเป็นนักตะกร้อมาก่อนก็ทำได้

จากนั้น 2-3 ปี รู้สึกว่าเป็นแค่เงา เพราะอยู่แต่เบื้องหลัง เราอยากเอาความสามารถของเราไปอยู่เบื้องหน้า เลยทำเดโม่เพื่อโชว์ความสามารถของเราให้นักลงทุนเห็น เราฝึกฝนด้วยตัวเองบวกกับศิลปะการต่อสู้ของไทยมวยไทยมันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก”  น่าชื่นชมจริงๆค่ะ

ขอขอบคุณ : tonyjaaofficial